สีปกติ
top bar

ความสำคัญของ Ceramide เซอราไมด์ต่อผิวพรรณ

  • 440 view | share
  • Tuesday 20th June 2017
  • Share

  • เครดิตภาพจาก www.shutterstock.com

    เซราไมด์  คืออะไร ?

    เซอราไมด์ (ceramide)” เป็นสารธรรมชาติที่มีติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่แรกเกิด พบว่าสภาพผิวชั้นบน (Stratum Corneum) จะมีเซราไมด์ประมาณ 40-65% ด้วยกัน

    เซราไมด์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่เสมือนปราการด่านแรกในการป้องกันอันตรายจากภายนอกร่างกาย นอกจากนี้ผิวหนังชั้นนอกสุดยังเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึงสุขภาพร่างกายโดยรวมได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย  โดยมีการศึกษาพบว่าโรคผิวหนังหลายชนิดจะมีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวชั้นนอกสุดจำนวนมากอย่างผิดปกติ (hyperkeratinization)  เช่น ผิวแดง ผิวแห้ง ผิวหยาบ และมีอาการคัน  ซึ่งบ่งบอกว่ามีปัญหาความบกพร่องของเกราะชั้นไขมันที่เคยปกป้องผิว  และมีการสูญเสียน้ำผ่านทางผิวหนังมากขึ้น

    เซราไมด์  เป็นกลุ่มของโมเลกุลไขมัน ที่มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ  (hydrophobic) ประกอบด้วยสฟิงโกซีน (sphingosine) และเอไมด์ (amide) ที่จับกับกรดไขมัน (fatty acid)  พบมากที่บริเวณผนังเซลล์ในส่วนที่ฟอสโฟลิพิด (phospholipid) เรียงตัวเป็น 2 ชั้น (lipid bilayer) ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์ผิวหนัง  มีหน้าที่รักสมดุลความชุ่มชื่นให้กับผิวหนัง

    เซราไมด์  มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ (cellular signaling) รวมทั้งการควบคุมกระบวนการแบ่งเซลล์ (differentiation)  การเพิ่มจำนวน (proliferation) และกระบวนการตายของเซลล์ (programmed cell deathPCD)  ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผิวให้แข็งแรง

     

                                           

     “บทบาทต่อระบบผิวหนัง” เซราไมด์เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวหนังชั้นสตราตัม คอร์เนียม (stratum corneum) ที่เป็นส่วนหนึ่งของชั้นหนังกำพร้า (epidermis) เมื่อหน้าที่ร่วมกับคอเลสเตอรอล (cholesterol) และกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) เซราไมด์จะมีคุณสมบัติช่วยปกป้องอวัยวะ ทำให้น้ำซึมผ่านไม่ได้ ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียน้ำมากเกินไปเนื่องจากการระเหยของน้ำ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเป็นปราการป้องกันการรุกรานของจุลินทรีย์ต่างๆ ดังนั้นเมื่อมีอายุมากขึ้นปริมาณเซราไมด์ และคอเลสเตอรอล (cholesterol) ที่ชั้นสตราตัม คอร์เนียม (stratum corneum) จะลดลง  

     

    เซราไมด์มีประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างไร?

    1.      เซราไมด์ควบคุมการระเหยของน้ำออกจากเซลล์ผิว ทำให้ผิวแลดูชุ่มชื้นเปล่งปลั่ง ลดการสูญเสียน้ำตามธรรมชาติ  โดยส่วนใหญ่หากร่างกายอุณหภูมิปกติเซราไมด์จะอยู่ในสภาพเป็นผลึกแข็ง หรือเจล ซึ่งทำให้น้ำระเหยออกจากร่างกายได้น้อย แต่เมื่ออากาศภายนอกร้อน อุณหภูมิสูงขึ้น เซราไมด์จะกลายสภาพเป็นผลึกเหลว ทำให้น้ำระเหยออกจากร่างกายได้มากขึ้น มีรายงานว่าเซลล์ของชั้นสตราตัม คอร์เนียม (stratum corneum) จะมีการซึมผ่านของน้ำเพียง 1 ใน 1,000 เมื่อเทียบเยื่อหุ้มเซลล์อื่นๆ

    2.      เซราไมด์จะช่วยลดกระบวนการสังเคราะห์เม็ดสี และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์เม็ดสี ส่งผลให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้

    3.      เซราไมด์เป็นเกราะป้องกันอันตรายจากภายนอกร่างกาย ทำให้เซลล์ของร่างกายไม่ได้รับ หรือได้รับอันตรายจากภายนอกลดลงไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สารเคมี ความร้อน หรือความหนาว

     

                                              

     

     

    ตัวอย่าง  ปัญหาผิวพรรณที่เกิดจากเซราไมด์ลดลง

    ตัวอย่างของปัญหาผิวพรรณที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นเกราะป้องกันผิว ซึ่งเกิดจากปริมาณเซราไมด์ที่ชั้นผิวหนังลดลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนของเซราไมด์ชนิดต่างๆ ที่อยู่ตามบริเวณชั้นผิวต่างๆ ของผิวหนัง  ได้แก่

    1.      ผิวหนังถูกทำลายอย่างเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดจากโดนสารละลายอินทรีย์ หรือไปสัมผัสกับสารชำระล้างที่มีฤทธิ์รุนแรง

    2.      เกราะป้องกันผิวถูกทำลายแบบเรื้อรังดังที่จะพบในคนที่มีภาวะผิวแห้ง (xerosis) ซึ่งมักสัมพันธ์กับฤดูกาล และพบบ่อยในผู้ที่มีปัญหาผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic skin) การเปลี่ยนแปลงของผิวส่วนฮอร์นี่เลเยอร์ (horny layer) เช่น ผิวตกสะเก็ด ผิวหยาบ ผิวแห้งผิดปกติ เป็นอาการสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเกราะป้องกันผิวถูกทำลาย อาการเหล่านี้ยังพบในผื่นแพ้สัมผัส (irritant contact dermatitis) นำไปสู่กระบวนอักเสบ และบางครั้งก็เป็นจุดเริ่มต้นในการเกิดโรคผิวหนังอื่นๆ ตามมา

    3.      โครงสร้างของผิวหนังที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเปลี่ยนแปลงไป เช่น โรคผิวหนังเกล็ดปลา (ichthyosis) โรคความผิดปกติของการสร้างเคราติน (general dyskeratotic disorder) และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic skin)

    4.      โรคผิวหนังอักเสบที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเกราะป้องกันผิว เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic skin) และโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis)

     

     

     

    เซราไมด์ ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื่นให้ผิวจริงหรือไม่?

    เซราไมด์จะช่วยไปเติมเต็มผิวหนังส่วนไขมันชั้นสตราตัม คอร์เนียม (stratum corneum) ให้เป็นปกติ หรือเร่งให้มีการฟื้นตัวของชั้นปราการที่ป้องกันผิว มีประโยชน์ต่อผิวของคนที่มีอายุ หรือคนที่ผิวแห้ง ช่วยกระตุ้นการหายของแผลถลอก หรือผิวหนังโดนทำร้ายด้วยสารชำระล้างที่มีส่วนผสมของโซเดียลอริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate) เข้มข้น  การใช้ครีมชนิดทาซึ่งมีส่วนผสมของเซราไมด์เพื่อแก้ไขปัญหารำคาญใจทางผิวพรรณจะช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวที่สูญเสียไปให้ดีขึ้นได้ 

                          

     

     

     

    ดังนั้น  จึงขอแนะนำ Zermix Cream ที่มีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นฟูเกราะคุ้มกันผิวให้แข็งแรงได้ เพราะผลิตจากสารประกอบพิเศษของเซอราไมด์ชนิดต่างๆ โคเลสเตอรอล และไขมันต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในชั้นผิวหนัง รวมกันเป็นสารสำคัญในรูปของชั้นไขมันหลายชั้น  LIPID MULTI-LAYER ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างและส่วนประกอบของชั้นไขมัน (LIPID BARRIER ) ของผิวหนังชั้นบน Stratum Corneum ของคนเรา  ซึ่งครีมจะไปเติมเต็มชั้นไขมัน Lipid Barrier ที่หลุดไป และลดการสูญเสียน้ำ TEWL ( Trans Epidermal Water Loss)  พบว่า มีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเกราะผิวหนังตามธรรมชาติสูงถึง 50% เมื่อเทียบกับครีมที่ไม่มี Ceramide และครีมที่มี CERAMIDE อย่างเดียวที่มีการซ่อมแซม 10% และ 28% ตามลำดับ

    บทความที่เกี่ยวข้อง Related Article

    ผิวแห้งแพ้ง่ายจนกวนใจใช่มั้ย? จัดเต็มเลย 5 วิธีเปลี่ยนผิวแห้ง ให้สุขภาพดีอีกครั้ง

    ก้นลายทำยังไงดี? พบกับ 4 ข้อง่ายๆ เพื่อลบเลือนริ้วรอยแตกลาย

    ผิวมันก็ขาดความชุ่มชื้นได้? เป็นไปได้อย่างไร แก้ไขยังไงดี?

    ประเภทผิวแห้ง สาเหตุ ข้อดี-ข้อเสีย และวิธีการดูแลผิวแห้ง

    ความสำคัญของ Ceramide เซอราไมด์ต่อผิวพรรณ

    การปกป้องรังสียูวีที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระและริ้วรอย

    การเลือกใช้ครีมกันแดด ชนิดต่างๆ

    รู้จัก Ceramide (เซอราไมด์) กับผิวสุขภาพดี

    วัฏจักรการเกิดผิวแห้งและแพ้ง่าย

    เกราะปกป้องผิว (Skin barrier)