top bar

รู้ทันโรคสิว

  • 1868 view | share
  • Saturday 14th July 2018
  • Share
  •  

    โรคสิว

    ความรู้เรื่องสิวสิวเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยชนิดหนึ่งในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้น สิวจะค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ จนหายไปในที่สุด แต่ผู้ป่วยบางรายยังคง มีอาการสิว เป็นๆ หายๆ หลังพ้นจากวัยรุ่นไปแล้ว

     

    เนื่องจากสิวเกิดจากการอักเสบของ ต่อมไขมัน (sebaceous) ทำให้เรา มักจะพบสิวในบริเวณที่มีต่อมไขมันมากเช่น ใบหน้า หน้าอก หลังส่วนบน คอ ไหล่ หรือต้นแขน โดยจะพบได้หลายระยะ ทั้งสิวอุดตัน เช่นสิวหัวเปิดสีดำ หรือสิวหัวปิดซึ่งจะเห็นเป็นหัวขาวๆ อยู่ใต้ผิวหนัง ต่อมาอาจจะกลายเป็นสิวอักเสบเห็นเป็นตุ่มแดง (papulonodular) ได้ บางรายถ้าการอักเสบเป็นมากอาจพบเป็นตุ่มหนอง (pustule) หรือเป็น สิวอักเสบขนาดใหญ่ ที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังที่เรียกว่าสิวหัวช้าง (nodulocystic) ได้ด้วย

    ตำแหน่งที่พบสิว

    เนื่องจากรูขุมขนพบได้ในบริเวณผิวหนังทั่วไป ไม่พบก็เฉพาะที่ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า ต่อมไขมันจะเชื่อมต่อกับรูขุมขนและหลั่งไขมัน (sebum) ออกตามท่อรูขุมขนเป็นระยะค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำให้ผิวนุ่มเนียนไม่แห้ง และป้องกัน เชื้อโรคผิวที่ใบหน้า, หน้าอก และหลังมีต่อมไขมันมากจึงพบสิวได้บ่อย

     

    โดยทั่วไปแล้ว อาการสิวอักเสบอาจหายได้เองในเวลาหลายๆปี โดยที่ไม่ได้รักษา แต่การที่มีสิวอักเสบนั้นจะทำให้เสียความมั่นใจ และมีความกังวลใจได้ นอกจากนี้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจเกิดแผลเป็นตามมา

    ดังนั้น การรักษาสิวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดตามมาภายหลัง

    ลักษณะของสิวที่พบได้บ่อยมี 2 ชนิด คือ สิวไม่อักเสบ และสิวอักเสบ

     

    1. สิวไม่อักเสบ ได้แก่ สิวหัวดำ คือก้อนไขมัน เปิดสู่ภายนอก, และสิวหัวขาว คือก้อนไขมันยังไม่เปิดสู่ภายนอก

     

     2. สิวอักเสบ แบ่งเป็นสิวหัวแดง (papules), สิวหัวหนอง (pustules), สิวเป็นก้อน นูนแข็ง เรียกว่าสิวหัวช้าง ซึ่งสิวประเภทนี้มักเป็นเรื้อรัง รักษายากและอาจเกิดคีลอยด์ตามมา

     

    สาเหตุของการเกิดสิว มีหลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือ

    1. ความผิดปกติของการหลุดลอกของเซลล์ในท่อรูขุมขน ทำให้เกิดไขมันอุดตัน เป็นก้อน (comedone) บางครั้งก้อนไขมันจะแตกออกในรูขุมขน มีเศษ ไขมัน และเซลล์ผิวหนังกระจายสู่ผิวหนังข้างเคียง ทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และเป็นสิวขึ้นมา

    2. เชื้อแบคทีเรียที่เคยอยู่ตามปกติในผิวหนัง คือ Propionibacterium acnes ทำให้เกิดสิวอักเสบ เพราะมันจะหลั่งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และ หลังเอนไซม์ที่ช่วยสลายก้อนไขมันอุดตัน ทำให้เกิดกรดไขมัน ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้อักเสบ

    3. พบว่าฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายที่พบได้

    ทั้งในชายและหญิง แต่ในผู้ชายมีมากกว่าฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือทำให้ต่อมไขมันที่ผิวหนังโตขึ้น และทำให้ต่อมไขมันหลั่งไขมันมากขึ้น ไขมันที่หลั่งออกมากขึ้นทำให้เกิดการอุดตันได้ และเป็น "อาหาร" สำหรับเชื้อแบคทีเรีย ฮอร์โมนตัวนี้มีระดับสูงในวัยรุ่น ทำให้วัยรุ่นทั้ง 2 เพศ มีขนบริเวณรักแร้ และอวัยวะสืบพันธุ์ และเฉพาะในวัยรุ่นชายมีหนวดเคราและเสียงแตกและยังทำให้วัยรุ่นเป็นสิวมาก

    4. ฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงทำให้เกิดสิวในผู้หญิงได้ การที่เพศหญิงมีประจำเดือนก็เพราะมีระดับฮอร์โมนตัวนี้เปลี่ยนแปลงในร่างกาย ดังนั้นในหญิงบางรายพบว่ามีสิวเห่อและสิวหาย เป็นระยะๆ ของรอบเดือน

    5. เชื่อว่าพันธุกรรมน่าจะมีส่วนทำให้เป็นสิว

     

    ปัจจัยที่ทำให้สิวอักเสบเป็นมากขึ้นมีอะไรบ้าง

     

    1. ความเครียด ภาวะที่ร่างกายอดนอนหรือนอนดึก หรือสตรีในขณะมีประจำเดือนจะมีการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นให้เกิดสิวมากขึ้น อีกทั้งความต้านทานของร่างกายจะลดต่ำลง ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตมากขึ้น

     

     

    2. การบีบ การแกะ การขัดถูสิว ตลอดจนการล้างหน้าบ่อยๆ เช็ดหน้าแรงๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามได้จึงไม่ควรทำ

     

    3. ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวจากภายนอกร่างกายสำหรับผู้ที่ผ่านพ้นวัยรุ่นไปแล้วยังคงเป็นสิว มักเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น สารเคมีในสบู่บางชนิด อาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้ สบู่ที่ผสมกำมะถันและสารเฮกซาคลอโรฟิน ครีมบำรุงผิว น้ำมัน และโลชั่นบางชนิด เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุก่อให้เกิดสิวได้ด้วย   

     

    นอกจากนั้นสารสตีรอยด์ทั้งชนิดทาและชนิดกิน และกัญชา จะกระตุ้นให้ เกิดสิวได้ ยากินที่ก่อสิว ได้แก่ testosterone (รวมทั้งในรูปยาฉีดด้วย), danazole, lithium, dilantin, vitamin B 12, ยาที่มีส่วนผสมของ เกลือโบรไมด์ ไอโอไดด์ เช่น ยาแก้ไอบางขนาน

    การดูแลผิวเป็นสิว

     

    1. การล้างหน้า ควรล้างด้วยสบู่อ่อนๆ เช่น สบู่เด็ก ซึ่งประกอบด้วยสารเคมีที่อ่อน ไม่ระคายเคืองหรือรบกวนผิวซึ่งทำให้เกิดคอมมีโดนหรือสิวอุดตัน หรือเลือกสบู่อ่อนที่ใช้สารเคมีที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดสิวและไม่ควรล้างหน้าหรือเช็ดหน้าบ่อยๆ

     

    3. ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีผลต่อการทำงานของผิวหนังและต่อมไขมัน เช่น ครีมบำรุงผิว ครีมนวดหน้า ครีมแก้รอยเหี่ยวย่นที่มีสเตียรอยด์ ผสมอยู่ ถ้าจำเป็นต้องใช้ควรเลือกครีมหรือสารที่ให้ความชุ่มชื้น ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นสารเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดสิว โดยทั่วไปชุดเมคอัพ เช่น ลิปสติก แป้ง บรัชออน มาสคาร่า อายแชโดว์และชุดรองพื้นจะไม่ก่อให้เกิดสิว

     

    4. การรักษาด้วยการกดสิวอาจทำโดยแพทย์ผู้รักษาเพื่อขจัดสิวอุดตัน แต่ผู้ป่วยไม่ควรบีบหรือแกะสิวเอง เนื่องจากอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำลงไปบริเวณนั้น และทำให้เกิดรอยดำหรือแผลเป็นตามมาได้ ในกรณีที่สิวอักเสบเป็นมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยากลุ่มคอร์ติโคสตีรอยด์เข้าไปในตำแหน่งที่เกิดสิวอักเสบนั้น ก็จะช่วยให้สิวยุบลงได้

     

    5. การใช้ยารักษาสิวต้องระวังยาที่โฆษณาว่ารักษาได้ทั้งสิวและฝ้า เพราะยาพวกนี้ มักผสมสเตียรอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้สิวอักเสบยุบเร็ว แต่มีภาวะแทรกซ้อนมากมายโดยมีการกระตุ้นให้เกิดสิวอุดตันขึ้นมาใหม่มากกว่าเดิม ทำให้สิวไม่หายขาด

     

    6. เลือกใช้ยาทาพวกเบนซอยล์เปอร์ออกไซด์หรือกรดวิตามินเอตามชนิดของสิว ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาหรือแนะนำให้

     

    7. ในกรณีที่สิวอักเสบเป็นรุนแรงการใช้ยาทาแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอจำเป็นต้องใช้ยารับประทานร่วมด้วยซึ่งมีทั้งยาปฏิชีวนะแบบกินและยาในกลุ่ม อนุพันธ์ของวิตามินเอซึ่งยาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอนี้ มักจะได้ผลดีในการรักษาสิวซึ่งต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น โดยมีผลข้างเคียงคือทำให้ริมฝีปากแห้ง ผิวแห้ง ตาแห้ง ควรบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้น และต้องระมัดระวังในผู้ที่ใส่คอนแทค เลนส์ เพราะอาจทำให้มีการระคายเคือง นอกจากนี้ ยังห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์เนื่องจากจะทำให้ทารกในครรภ์พิการ จึงควรใช้ยานี้อย่างระมัดระวังและอยู่ในการดูแลของแพทย์

     

    9. หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยในเรื่องของโรคสิวและแนวทางการรักษา ควรสอบถามจากแพทย์สาขาโรคผิวหนังเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้อง

     

    โรคสิวนั้นจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยที่สุด หากเข้าใจเรื่องของโรคสิวอย่างดีพอและดูแลรักษาตนเองอย่างถูกต้อง ย่อมช่วยให้การรักษาโรคสิวเป็นไปได้อย่างได้ผลและลดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลดการเกิดแผลเป็นลงได้มากตำแหน่งที่พบสิว

    บทความที่เกี่ยวข้อง Related Article

    การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นไม่ควรทำตอนหน้าหนาวจริงหรือ? มาดูกันค่ะว่าทำไม

    อาหารอะไรบ้างที่ทำลายผิวหน้า? วันนี้คุณทานอาหารต่อไปนี้เยอะเกินไปหรือเปล่า?

    รู้ทันโรคสิว

    รู้ทัน...ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

    วิธีดูแลสุขภาพผิวพรรณสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย